Pathological Liar



     Pathological Liar ในโลกใบนี้ไม่มีใครหรอกที่ไม่เคยโกหก บางคนเลือกที่จะโกหกเพื่อความสบายใจ บางคนเลือกที่จะโกหกเพื่อหลอกตัวเอง แต่หากเราโกหกแบบนี้ซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ บางทีมันอาจจะติดเป็นนิสัยก็ได้ใครจะไปรู้ และนิสัยหลอกตัวเองที่ว่านี้มันก็อาจจะกลายเป็นโรคทางจิตชนิดหนึ่งก็เป็นได้

     Pathological Liar เป็นชื่อเรียกทางจิตวิทยา หากเรียกโรคนี้แบบง่าย ๆ ก็คือ โรคหลอกตัวเอง หรือโกหกตัวเองนั่นแหละ ที่โรคนี้นับเป็นอาการผิดปกติทางจิตที่ทำให้ผู้ป่วยพูดโกหกได้เรื่อย ๆ โดยจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือมีความต้องการเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง ซึ่งก่อนที่จะชื่อ Pathological Liar โรคนี้ชื่อPseudologia Fantastica เนื่องจากในปี ค.ศ. 1891 Anton Delbrueck จิตแพทย์ชาวเยอรมัน ได้บรรยายถึงคนไข้ในความดูแล 5 ราย ซึ่งมีอาการผิดปกติบางอย่างเกี่ยวกับการพูดที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง โดยเขาได้ตั้งชื่อความผิดปกตินี้ว่า Pseudologia Fantastica หมายถึง โรคพูดโกหกจากความคิดเพ้อฝัน (pseudo แปลว่าเทียมหรือปลอม logia แปลว่าคำพูด ส่วน fantastica คือ fantasy) พร้อมทั้งให้คำอธิบายไว้สั้นๆ ว่าเป็นการบิดเบือนความจริงในทุกๆ เรื่อง ซึ่งมีอาการรุนแรงและซับซ้อน ที่สำคัญความเจ็บป่วยนี้สามารถคงอยู่ได้นานนับปีหรือตลอดชีวิตของผู้ป่วย โดยเขาได้ตีพิมพ์อาการลักษณะนี้ลงในรายงานการแพทย์ฉบับหนึ่ง



     ภายหลังมีการสันนิษฐานเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นรูปแบบพฤติกรรมหรือวิธีหนีปัญหาอย่างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับสภาพจิตใจไม่ปกติและประสบการณ์ชีวิตในอดีตมากกว่าเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะภายในร่างกาย จึงเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่า Pathological Lying


     สาเหตุของโรคหลอกตัวเอง โรคนี้มักจะมีจุดเริ่มต้นจากการแต่งเรื่องหลอกตัวเองเพื่อหลบหนีความจริงที่ไม่อยากรับรู้ จึงสร้างเรื่องหลอกตัวเองซ้ำ ๆ กระทั่งเข้าใจว่าเรื่องที่มโนขึ้นมานั้นเป็นเรื่องจริง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต 1. ความขัดแย้งในครอบครัว ซึ่งเกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน 2. ถูกกระทำชำเรา หรือถูกทำร้ายร่างกาย บังคับขืนใจในบางเรื่อง 3. มีความผิดปกติทางประสาท เช่น ความพิการทางสมอง หรือความบกพร่องทางการเรียนรู้ 4. มีอาการของโรคบุคลิกภาพแปรปรวน เช่น อันธพาล หลงตัวเอง หรือโรคบุคลิกภาพก้ำกึ่ง เป็นต้น 5. มีพฤติกรรมเลียนแบบ 6. มีผลข้างเคียงมาจากโรคยั้งใจไม่ได้ เช่น ชอบขโมยของ เป็นต้น หากสังเกตว่าคนที่เป็นโรคนี้จะมีลักษณะอาการอย่างไร คงกล่าวได้ว่าคนที่มักจะพูดเท็จชนิดที่ว่าไม่สนใจว่าเรื่องที่โกหกออกมานั้นจะผิดหรือถูกนั่นเอง 1. มักพูดไปยิ้มไป แต่เป็นยิ้มหลอกๆ ที่สามารถจับสังเกตได้ 2. การพูดมักมีสีหน้านิ่งเกินเหตุ ดูไม่เป็นธรรมชาติ คล้ายกำลังพูดด้วยอาการเกร็ง 3. หายใจถี่และแรงขึ้น กระพริบตาถี่ ชอบเม้มริมฝีปาก 4. พูดติดขัด มีเนื้อความซ้ำไปซ้ำมา 5. มักใช้มือแตะหรือจับที่ปากขณะที่พูด 6. อาจจับหรือแตะต้องอวัยวะบางส่วนของร่างกายขณะที่พูด


     โรคนี้เมื่อกล่าวถึงการรักษา โรคนี้มีการรักษาหลายทางเลือก เพียงแต่การรักษามันน่าจะเป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากความร่วมมือของผู้ป่วยที่บางครั้งไม่รู้ตัวว่าตนเป็นโรคหลอกตัวเอง หรอือาจจะหลอกตัวเองว่าไม่ได้เป็นโรคนี้จึงไม่เข้ารับการรักษา ดังนั้นอาจจะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของจิตแพทย์ และกำลังใจจากคนรอบข้าง ที่จะช่วยชักจูงให้เขายอมบำบัดรักษา ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ 1. ว่ากล่าวตักเตือน 2. ความคิดและพฤติกรรมบำบัด (Cognitive Behavioral Therapy) 3. ยา บางครั้งการโกหก หรือการหลอกตัวเองสำหรับบางคนมันอาจจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการปลบใจตัวเอง แต่ถ้าเราโกหกหรือหลอกตัวเองมากเกินไปมันอาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะมันอาจจะกลายเป็นโรคทางจิตชนิดหนึ่งก็เป็นได้