วิธีเก่งหลายภาษาของเหล่า Polyglot ทำยังไงนะ



      บนโลกนี้มีผู้คนมากมายที่เริ่มเรียนภาษาที่สาม ภาษาที่สี่ หรือภาษาที่ห้าเพิ่มมากขึ้น โดยที่พวกเขาเรียนรู้ภาษาเหล่านั้นจนชำนาญ เรียกได้ว่ามีครบทุกสกิลทั้งฟัง-พูด-อ่าน-เขียน ผู้คนเหล่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็น “Polyglot” นั่นเอง


      หากนิยาม “Polyglot” ก็อาจจะแปลได้ว่า “ผู้ที่รู้หลายภาษา” ในปัจจุบันยังไม่มีกำหนดตายตัวว่าผู้ที่จะเป็น Polyglot ได้นั้นจะต้องรู้กี่ภาษา บางคนรู้สามภาษาอย่างแตกฉานก็นับว่าเป็น Polyglot แล้วก็ได้ บางคนรู้ถึงสี่-ห้าภาษาก็นับว่าเป็น Polyglot ได้เช่นกัน (พูดง่าย ๆ คือ Poly หมายถึง สามขึ้นไป) เพราะฉะนั้นรู้แค่สองภาษาไม่นับว่าเป็น Polyglot นะ!


      อย่างไรก็ตามการที่คนเราจะสามารถเรียนรู้ภาษาต่าง ๆ ได้มากมาย แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้จากความสนใจ หรือเป็นการเรียนรู้เพื่อใช้ทำงาน แต่อีกส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้คนเรียนรู้ภาษาที่สามที่สี่เร็วมากขึ้น นั่นก็คือ “ตระกูลของภาษา” หรือ “รากของภาษาแม่” นั่นเอง หากสังเกตคนที่เรียนภาษาอังกฤษแล้วไปเรียนภาษาเยอรมันเพิ่ม คนเหล่านี้ก็จะเข้าใจภาษาเยอรมันได้เร็วขึ้น เช่นเดียวกันกับคนที่เรียนภาษาฝรั่งเศสแล้วไปเรียนภาษาอิตาลี หรือคนที่เรียนภาษาอิตาลีแล้วไปเรียนภาษาสเปนสลับกันไป การที่พวกเขาเรียนรู้ภาษาเหล่านี้ได้รวดเร็วเป็นเพราะตระกูลของภาษาที่ใกล้เคียงกัน อย่างภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษเป็นภาษาตระกูล Germanic Languages ซึ่งเป็นภาษาทางยุโรปตะวันตกและยุโรปเหนือ เช่น อังกฤษ เยอรมัน ดัตช์ ส่วนภาษาฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน เป็นภาษาตระกูล Romance Languages หรือ Latin ภาษาตระกูลนี้ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นยุโรปใต้เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกสนั่นเอง หรือยกตัวอย่างง่าย ๆ คนไทยส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจภาษาลาวหรืออ่านภาษาลาวได้บ้างนิดหน่อย โดยที่ไม่ต้องเรียนรู้แบบเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ นั่นเป็นเพราะภาษาไทยและภาษาลาวเป็นภาษาตระกูลเดียวกันก็คือภาษาตระกูลไต ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเราจะเรียนรู้ภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาแม่ได้เร็วมาก บางครั้งถึงขั้นฟังแล้วเข้าใจได้โดยไม่ต้องเรียนเลยด้วยซ้ำ


      นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่เรียกว่าเป็น “Hyper polyglot” ซึ่งก็คือคนที่รู้หลายภาษา เรียกได้ว่ารู้และสามารถใช้ภาษาบนโลกใบนี้ได้อย่างเชี่ยวชาญมากกว่าสิบภาษา อาจจะเป็น 20-30 ภาษา หรือ 50-60 ภาษา ถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะทางภาษาเลยก็ว่าได้ ยิ่งไปกว่านั้นคนกลุ่มนี้อาจเรียนภาษาได้เร็วกว่าคนทั่วไปอีกด้วย ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็มีคนที่รู้ภาษาและเชี่ยวชาญถึง 68 ภาษา เขาก็คือเอมิล เครบส์ (Emil Krebs) ชาวเยอรมัน มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1867-1930 โดยที่เขาเชี่ยวชาญ 68 ภาษา และรู้ภาษาอื่นเพิ่มเติมอีก 120 ภาษา โดยตัวอย่างภาษาที่เค้ารู้นั้นคือภาษาในสหภาพยุโรปทั้งหมด และนอกจากภาษาในสหภาพยุโรปแล้วเขายังรู้ภาษาจีน ญี่ปุ่น อาหรับ ชวา มลายู เป็นต้น อีกด้วยเช่นกัน


      ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าใคร ๆ ก็สามารถเป็น Polyglot ได้ทั้งนั้น เมื่อเราสนใจและเปิดใจที่เรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ โดยอาจจะเริ่มจากภาษาที่เราสนใจและมีแพชชันในการเรียน เช่น ภาษาเกาหลี คนที่ชื่นชอบวัฒนธรรมเกาหลีไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือเคป็อป ก็อาจจะเอาสิ่งที่ดูเป็นประจำเหล่านี้มาเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนภาษาได้ด้วยเช่นกัน ยังไงก็ใครที่กำลังเรียนภาษาอยู่ก็สู้ ๆ นะคะ